36 องค์กรไทย-เทศ ยื่นจม.เปิดผนึก ห่วงความมั่นคงแรงงานข้ามชาติในไทย
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 มกราคม กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทยและต่างประเทศ 36 องค์กร นำโดย นายสมชาย หอมลออ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา อานดี้ ฮอลล์ ผู้อำนวยการโครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เซนเทย์ โครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ จ๋ามมล โครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ จ.เชียงใหม่ได้ ยื่นหนังสือเปิดผนึก ทั้งนี้ จากมติการประชุมของคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ ประกอบด้วย ลาว กัมพูชา และพม่า ออกไปอีก 2 ปี นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 และถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุ แรงงานข้ามชาติที่ต้องการพิสูจน์สัญชาติก็สามารถต่อใบอนุญาตทำงานอยู่ใน ประเทศได้จนกว่าจะพิสูจน์สัญชาติเสร็จ ซึ่งผลการประชุมดังกล่าวต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และแรงงานข้ามชาตินี้มีประมาณ 1.4 ล้านคน แต่สำหรับแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้วมี ประมาณ 10,000 คนเท่านั้น
ซึ่งมีกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 20 มกราคม 2553 นี้ แต่ยังไม่มี มติคณะรัฐมนตรีออกมารองรับตามมติการประชุมของคณะกรรมการบริหารแรงงาน ต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติรู้สึกห่วงใย ด้วยรัฐบาลไทยเคยระบุหลายครั้งว่า ถ้าแรงงานข้ามชาติที่ไม่ประสงค์จะพิสูจน์สัญชาติและไม่ส่งแบบฟอร์มการ พิสูจน์สัญชาติ ก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุ รัฐบาลจะไม่ต่อใบอนุญาตทำงานให้และผลักดันแรงงานเหล่านี้ออกนอกประเทศ ซึ่งมีแรงงานจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจกระบวนการพิสูจน์สัญชาติรวมถึงยังไม่ ได้กรอกข้อมูลการพิสูจน์สัญชาติ จึงได้มีการร่วมลงชื่อในหนังสือดังกล่าวเพื่อแสดงความห่วงใย และขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาและดำเนินการกรณีดังกล่าว
* * * * * * * * * *
จดหมายเปิดผนึกจากองค์กรและผู้ห่วงใยความมั่นคงและความปลอดภัย
ของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
ด่วนที่สุด
วันจันทร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๓
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เนื่องด้วย องค์กรเเละกลุ่มบุคคลดังมีรายชื่อเเนบท้ายมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยและ สถานการณ์ของเเรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย สัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา กว่า 2 ล้านคนที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ของแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าที่คิดเป็นจำนวน ร้อยละ ๙๐ ของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งแรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญปัญหาภายในประเทศ และมีจำนวนกว่า ๖๑,๕๔๓ คนที่ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยจะหมดอายุลงในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ นี้
แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านของไทย เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยโดยไม่มีเอกสารใดๆ แต่ได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราวและมีสิทธิทำงานชั่วคราวเพื่อรอ การส่งกลับ โดยมติคณะรัฐมนตรีที่ผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้สามารถอยู่ในประเทศ ไทยได้แบบปีต่อปี เนื่องจากเห็นว่าแรงงานข้ามชาติสามารถเข้ามาทำงานแทนแรงงานไทยในงานที่คนไทย ไม่ทำและเป็นกำลังสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย
จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ที่ระบุว่าใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติทุกคนจะหมดอายุลงในปี ๒๕๕๓ ซึ่งหลังจากนั้น แรงงานข้ามชาติจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเพื่อเป็นการยืนยัน สัญชาติของแรงงานข้ามชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เดิน ทางเข้าสู่ประเทศไทย กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเป็นกระบวนการที่เป็นทางการสำหรับนำเข้าแรงงานข้าม ชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เป็นวันที่รัฐบาลไทยกำหนดให้แรงงานข้ามชาติต้องพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จสิ้น แม้ว่า กระบวนการนี้จะต้องพบกับอุปสรรคมากมาย แรงงานข้ามชาติกว่าร้อยละ 90 ที่ต้องพิสูจน์สัญชาติเป็นแรงงานข้ามชาติที่มาจากประเทศพม่า แต่จนถึงขณะนี้ มีแรงงานข้ามชาติประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนเท่านั้นที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ
การขาดการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้แรงงานและนายจ้าง มีความรู้ ความเข้าใจประโยชน์ของการพิสูจน์สัญชาติ สร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ อีกทั้งค่าใช้จ่ายของกระบวนการที่ค่อนข้างมีราคาสูงสำหรับแรงงานข้ามชาติและ ยังไม่มีการควบคุมบริษัทเอกชนที่เข้ามาดำเนินการ ทำให้แรงงานข้ามชาติมีความหวาดกลัว รวมทั้งกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว เนื่องจากพวกเขาต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ลงในแบบฟอร์มพิสูจน์สัญชาติ โดยเฉพาะแรงงานพม่าที่จะต้องกรอกรายละเอียดประวัติส่วนตัวส่งให้กับรัฐบาล ทหารพม่า ท่ามกลางข่าวลือที่แพร่กระจายว่า ทางการได้เข้าไปเก็บภาษีจากครอบครัวของพวกเขาในประเทศพม่าและการพิสูจน์ สัญชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๓ นี้ อีกทั้ง กระบวนการยังแตกต่างจากการพิสูจน์สัญชาติของประเทศลาวและกัมพูชา เนื่องจาก แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าจะต้องเดินทางกลับไปพม่าเพื่อพิสูจน์สัญชาติ มีแรงงานข้ามชาติจำนวนกว่า ๑.๔ ล้านคนที่ต้องพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ แต่กระบวนการดังกล่าวยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า มีศูนย์พิสูจน์สัญชาติในประเทศพม่าทั้ง ๓ แห่ง แต่ละแห่งสามารถดำเนินการพิสูจน์สัญชาติให้กับแรงงานได้ไม่เกินวันละ ๒๐๐ คนต่อวัน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการพิสูจน์สัญชาติให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
ผู้ลงนามข้างท้ายมีความกังวลว่า แรงงานข้ามชาติจำนวน ๖๑,๕๔๓ คนที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ นี้ และเป็นแรงงานข้ามชาติกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับเส้นตายของการพิสูจน์สัญชาติ อาจจะต้องถูกผลักดันกลับตามนโยบายของภาครัฐที่ประกาศว่าจะผลักดันแรงงานข้าม ชาติที่ไม่เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกลับประเทศ ซึ่งแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการนี้ อีกทั้ง มีแรงงานข้ามชาติอีกเป็นจำนวนมากที่ปฏิเสธกระบวนการดังกล่าว
จากผลกระทบโดยตรงของกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ที่มีต่อชีวิตของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ผู้ลงนามข้างท้าย มีความเห็นว่านโยบายของรัฐบาลไทย ที่จะอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติต่อใบอนุญาตทำงานได้ในปี ๒๕๕๓ หรือขยายระยะเวลาไปถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นเส้นตายของการพิสูจน์สัญชาติ ยังมีความคลุมเครืออยู่ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ประกอบกับได้รับข้อมูลว่า แต่ละจังหวัดมีการดำเนินการเพื่อต่ออายุใบอนุญาตของแรงงานข้ามชาติที่ใบ อนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ นี้อย่างไม่เป็นทางการและมีวิธีการที่แตกต่างกัน และรัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติที่จะจัดการเรื่องนี้
เพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายที่ ถูกต้อง อีกทั้งเป็นการผ่อนความวิตกกังวล และสื่อสารความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับทั้งแรงงานฯ นายจ้าง/ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง องค์กรเเละกลุ่มบุคคลดังมีรายชื่อเเนบท้ายจึงเรียนมา เพื่อขอให้ท่านตรวจสอบ สถานการณ์ และมีคำสั่ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้เเจงนโยบาย และทางปฏิบัติแก่แรงงาน นายจ้าง ภาคอุตสาหกรรมรวมถึงสาธารณชนใน ประเด็นต่อไปนี้ โดยเร่งด่วน
๑)รัฐบาลมีนโยบายต่อสิทธิอาศัยและสิทธิการทำ งานของแรงงานข้ามชาติจำนวน ๖๑,๕๓ คน ที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ ที่ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติ หรือยังไม่ได้แสดงความจำนงพิสูจน์สัญชาติ หรือไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ อย่างไร เป็นไปโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับใด
๒) รัฐบาลมีนโยบายต่อสิทธิอาศัยและสิทธิการทำงานของแรงงานข้ามชาติจำนวน ๑.๔ ล้านคน ที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติ หรือยังไม่ได้แสดงความจำนงพิสูจน์สัญชาติ หรือไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ อย่างไร เป็นไปโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับใด
๓) จะมีการออกมติคณะรัฐมนตรีตามมติของคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว และ กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ เพื่อขยายระยะเวลาต่อใบอนุญาตให้กับแรงงานข้ามชาติที่แสดงความจำนงเข้าสู่ กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ต่อไปอีก ๒ ปีหรือไม่ และรัฐบาลจะผลักดันแรงงานข้ามชาติที่ไม่เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกลับ ประเทศ เมื่อใด
องค์กรและกลุ่มบุคคลดังมีรายนามข้างท้ายมี ความวิตกกังวลต่อทิศทางการดำเนินการของรัฐบาลที่จะไม่ผ่อนผันให้มีการต่อ อายุใบอนุญาตทำงาน และ/หรือผลักดันแรงงานข้ามชาติที่ไม่เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกลับ ประเทศ (รวมทั้งผู้ติดตามที่อยู่ในประเทศไทย) เนื่องจากไม่อาจเป็นการแก้ปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการพิสูจน์สัญชาติที่มี อยู่ได้
ผู้ลงนามด้านท้ายเห็นว่าการดำเนินการบริหาร จัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย พึงดำเนินการโดยคำนึงถึง ความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และควรดำเนินการโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐาน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้เเจงต่อสาธารณะโดยเร็ว เพื่อความเข้าใจร่วมกัน จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263785430&grpid=03&catid=00

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น